บทที่ 6
ภูริณัฐแค่นหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา “อรัญญา... ในโลกนี้มันไม่มีเรื่องสวยหรูแบบนั้นหรอก คุณทำลายชีวิตคู่ของผมกับสุภาพร แล้วยังแทรกกลางเข้ามาเป็นมือที่สามโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น”
“คุณไม่ใช่เด็กแล้วนะ” น้ำเสียงของภูริณัฐราบเรียบ ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป ทว่าถ้อยคำเหล่านั้นกลับทำให้อรัญญารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ราวกับถูกแช่แข็งทั้งเป็น
เธอผิดเอง... ผิดที่ยึดติดกับสัญญาในวัยเด็กอย่างงมงาย จนพาตัวเองมาตกอยู่ในสถานะที่เป็นรองและน่าสมเพชเช่นนี้
อรัญญาแค่นหัวเราะ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตาที่รินไหล
“ฉันมันโง่เอง... โง่ที่เฝ้ารักษาสัญญาบ้า ๆ นั่นอยู่คนเดียวมาตั้งหลายปี ทั้งที่คุณจำมันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
ในขณะที่ภูริณัฐกำลังจะเอ่ยปากถามถึงความนัยในคำพูดนั้น พยาบาลพิเศษจากห้องวีไอพีก็เคาะประตูแล้วเดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“ขอประทานโทษค่ะคุณภูริณัฐ... คุณสุภาพรตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วโวยวายอยากพบคุณค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของภูริณัฐก็ฉายแววกังวลขึ้นมาทันที เขารีบผุดลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกจากห้องไป
อรัญญามองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความสิ้นหวัง
ทำไม? ...ทำไมทุกครั้งที่เป็นเรื่องของสุภาพร ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่ปลายเล็บ ภูริณัฐก็พร้อมจะทิ้งเธอไว้ข้างหลังเสมอ
ไม่ต่างจาก ‘อิทธิพัฒน์’ ไม่มีผิด
อรัญญารวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ตะโกนไล่หลังไปสุดเสียง “ภูริณัฐ! สุภาพร! ฉันเกลียดพวกคุณ!”
ภูริณัฐชะงักฝีเท้าลงตรงหน้าประตู เมื่อหันกลับมาก็พบว่าอรัญญาหมดสติไปแล้ว
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขาไม่จางหาย
เธอเกลียดเขาเหรอ?
ทำไมกัน?
ในเมื่ออรัญญาก็ได้ตำแหน่ง ‘คุณนาย’ แห่งตระกูลแจ่มสว่างไปครองสมใจ ได้ทุกอย่างที่เธอต้องการไปแล้วไม่ใช่หรือไง
“คุณภูริณัฐคะ ...คุณภูริณัฐ!” พยาบาลเห็นเขายืนนิ่งจึงเอ่ยเรียกซ้ำ เพื่อเตือนให้เขารีบขึ้นไปด้านบน
สุภาพรเป็นคนตื่นง่าย หากตื่นมาไม่เจอภูริณัฐอยู่ข้างกาย เธอจะอาละวาดอย่างหนัก ผู้หญิงที่ชื่อสุภาพรคนนี้จะมีท่าทีอ่อนหวานเหมือนลูกกระต่ายก็เฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าภูริณัฐเท่านั้น ลับหลังภูริณัฐเธอก็ไม่ต่างอะไรกับนางมารร้าย
สีหน้าของภูริณัฐฉายแววลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก “คุณกลับไปบอกสุภาพรว่าผมติดงานด่วน เดี๋ยวจะตามขึ้นไป”
พยาบาลมีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่สุภาพรต้องการได้ยินแน่นอน
แต่เมื่อเห็นท่าทีของภูริณัฐที่ดูจะไม่ยอมไปในเวลานี้ พยาบาลสาวจึงจำใจต้องกัดฟันเดินกลับขึ้นไปชั้นบนเพียงลำพัง
เมื่อคล้อยหลังพยาบาลสาว ภูริณัฐก็กดกริ่งเรียกพยาบาลเวรให้รีบมาดูอาการของอรัญญาทันที
หากเป็นยามปกติ แค่รับรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ เขาก็พร้อมจะหันหลังเดินจากไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดดลใจ ให้ภูริณัฐเดินไปลากเก้าอี้มานั่งลงข้างเตียงคนไข้เสียอย่างนั้น
แสงจันทร์สีนวลลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ตกกระทบลงบนเสี้ยวหน้าซีดเซียวของอรัญญา ภูริณัฐเฝ้าถามตัวเองในใจว่า นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้พินิจมองใบหน้านี้อย่างตั้งใจ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่อรัญญาผอมโซจนน่าใจหายขนาดนี้ หรือเธอคิดจะใช้วิธีอดอาหารเพื่อเรียกร้องความสนใจอีก
ช่วงแรกที่แต่งงานเข้าตระกูลแจ่มสว่าง อรัญญางัดสารพัดวิธีมาใช้เพื่อให้เขาหันมามอง และหนึ่งในนั้นก็คือการประท้วงด้วยการไม่กินข้าว
เมื่อคิดได้ดังนั้น ความสงสารที่ก่อตัวขึ้นเมื่อครู่ก็มลายหายไป แทนที่ด้วยความขุ่นมัว ภูริณัฐลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห ตั้งท่าจะเดินหนี แต่จังหวะนั้นเอง ริมฝีปากแห้งผากของอรัญญาก็ขยับเอื้อนเอ่ย
“ทำไม...”
ภูริณัฐนึกว่าเธอตื่นแล้วจึงก้มลงมอง แต่กลับพบว่าคิ้วเรียวของเธอยังคงขมวดมุ่น ราวกับกำลังติดอยู่ในฝันร้าย
ทำไมอะไร? เขาไม่เข้าใจ ทว่าความสงสัยกลับรั้งขาเอาไว้ไม่ให้ก้าวเดินต่อ
ในห้วงนิทรา อรัญญาฝันว่าเธอย้อนกลับไปอยู่บนเรือประมงลำนั้น เรือที่แก๊งค้ามนุษย์จับตัวเด็ก ๆ ไปกักขัง พวกเขาต้องทนทุกข์อยู่ในความมืดมิดถึงสิบวัน สิบวันที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทว่าในความโชคร้ายนั้น พวกเขาก็ยังมีความอบอุ่นให้แก่กัน
ในฝัน... เธอมองเห็นตัวเองในวัยเด็กกำลังเกี่ยวก้อยสัญญากับเด็กชายภูริณัฐ ว่าหากรอดพ้นจากขุมนรกนี้ไปได้ จะไม่มีวันขาดการติดต่อกัน
เพื่อเป็นเครื่องยืนยัน เด็กทั้งสองจึงแลกของสำคัญติดตัวกันไว้
“แค่มีเจ้านี่ไว้ ผมก็จะหาคุณเจอ ผมจะตามหาคุณให้พบ! และไม่มีวันลืมคุณ” เด็กชายภูริณัฐกำจี้หยกของเด็กหญิงอรัญญาไว้แน่น น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจริงจัง
แล้วทำไม? ...ทำไมภูริณัฐถึงเอาจี้หยกอันนั้นไปให้สุภาพร
ทำไมถึงลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ด้วยปากของตัวเอง
ทำไมถึงไปรักสุภาพร...
และทำไม... ถึงได้รังเกียจเธอปานนี้
“ภูริณัฐ... ทำไมคุณถึงผิดคำสาบาน? ไหนบอกว่าจะไม่ทิ้งกันไง” หยาดน้ำตาใสไหลรินจากหางตาของอรัญญา สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
ภูริณัฐที่ยืนฟังอยู่ข้างเตียงถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาด
เสียงละเมอของอรัญญากระตุกต่อมความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต ยามที่ตระกูลแจ่มสว่างยังไม่ได้แผ่ขยายอำนาจทางธุรกิจยิ่งใหญ่เท่าปัจจุบัน ตอนนั้น ‘เจ้าสัวศุภสิทธิ์’ กำลังแข่งขันประมูลที่ดินผืนงาม คู่แข่งจึงเล่นสกปรกด้วยการลักพาตัวภูริณัฐไปเพื่อบีบให้ศุภสิทธิ์ถอนตัว
เขาจำได้ไม่มีวันลืม... สิบวันที่มืดมนที่สุดในชีวิต
คนพวกนั้นทุบตีเขา ข้าวปลาอาหารก็ให้ตามมีตามเกิด บางมื้อเป็นแค่ข้าวต้มเปล่า ๆ บางมื้อก็เป็นซาลาเปาแข็ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าค้างคืนมากี่วัน
เขาต้องอดมื้อกินมื้อ อาศัยเพียงแรงใจอันน้อยนิดประคองชีวิตให้รอด
จนกระทั่งได้พบกับเด็กผู้หญิงคนนั้น...
เธอถูกจับมาเหมือนกัน แต่ดูเหมือนพวกมันจะดูแลเธอดีกว่าเขาเล็กน้อย เด็กหญิงมักแบ่งอาหารส่วนของเธอให้เขาครึ่งหนึ่งเสมอ ทั้งสองต่างพึ่งพาอาศัยกันในยามยาก เขายังจำได้ดีถึงคืนที่พายุโหมกระหน่ำกลางทะเล ท่ามกลางความหวาดกลัวจนนอนไม่หลับ ก็ได้เสียงเล็ก ๆ ของเด็กหญิงคนนั้นเล่านิทานกล่อมจนคลายกังวล
วินาทีก่อนจะผล็อยหลับไป ภูริณัฐสาบานกับตัวเองว่า หากรอดชีวิตออกไปได้ เขาจะต้องตามหาเด็กผู้หญิงคนนี้ให้เจอ และจะปกป้องดูแลเธอด้วยชีวิต
และในที่สุดเขาก็หาเธอเจอ... จึงทะนุถนอมสุภาพรราวกับไข่ในหิน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ภูริณัฐก็ส่ายหน้าไปมา เพื่อสลัดความคิดประหลาดที่ผุดขึ้นมา
คนจิตใจอำมหิตอย่างอรัญญา... จะเป็นเด็กผู้หญิงแสนดีคนนั้นไปได้อย่างไร
......
สุภาพรเป็นคนหลับตื้น เธอรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่ตอนที่ภูริณัฐลุกเดินออกจากห้องไปแล้ว เดิมทีเธอคิดว่าเขาคงออกไปคุยโทรศัพท์เรื่องงาน แต่เวลาผ่านไปนานสองนานเขาก็ยังไม่กลับมา ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ
เธอจึงสั่งให้พยาบาลลงไปตามภูริณัฐกลับมา เพราะต้องเห็นเขาอยู่ในสายตาเท่านั้นเธอจึงจะวางใจ
ทันใดนั้น ประตูห้องพักวีไอพีก็ถูกเปิดออก สุภาพรฉีกยิ้มหวานเตรียมรอรับ แต่รอยยิ้มนั้นก็ต้องรอเก้อเมื่อพบว่ามีเพียงพยาบาลที่เดินกลับเข้ามาคนเดียวด้วยท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ
“ทำไมมาคนเดียว? คุณภูริณัฐล่ะ?” รอยยิ้มมุมปากของสุภาพรค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาแห่งความหงุดหงิด
พยาบาลตอบเสียงสั่น “คุณภูริณัฐบอกว่าติดงานด่วนอยู่ค่ะ เดี๋ยวจะรีบตามขึ้นมา”
ท่าทางลุกลี้ลุกลนของพยาบาลทำให้สุภาพรดูออกทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังโกหก
สุภาพรตวัดสายตามองแรง ก่อนจะเอ่ยเน้นทีละคำ “ฉันเกลียดคนโกหกที่สุด พูดความจริงมาเดี๋ยวนี้ ถ้ายังอยากทำงานที่นี่ต่อ”
คำขู่ที่กระทบต่อปากท้องทำให้พยาบาลสาวหน้าซีดเผือด สุดท้ายก็จำยอมต้องคายความจริงออกมาจนหมดเปลือก
เมื่อรู้ความจริง สุภาพรแทบกรีดร้องออกมาด้วยความคลุ้มคลั่ง นัยน์ตาของเธอลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ
นังแพศยานั่น... ยังไม่ยอมตัดใจอีกใช่ไหม! กล้าดียังไงถึงมาอ่อยภูริณัฐของเธอ!
